ผู้เขียน หัวข้อ: เรียนทำเบเกอรี่ มาการอง ของขนมสีสันแจ่มใส หลักสูตรเปิดร้านเบเกอรี่ สอนทำอาหาร  (อ่าน 8 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

11-10-2018 , 19:42:19
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1208
    • ดูรายละเอียด

เรียนทำเบเกอรี่ มาการอง ของขนมสีสันผ่องใส  หลักสูตรเปิดร้านเบเกอรี่ อาหารญี่ปุ่น   เรียนทำขนมปัง สอนทำขนมไทย, ทำเค้ก, เรียนทำเบเกอรี่ เบเกอรี่ฝรั่งเศส
 
เพราะเหตุไรธุรกิจร้านขนมปังถึงน่าลงทุน
สามารถทำผู้เดียวได้ เพราะเหตุว่าถ้าเราเริ่ม จากการรับขนมจากที่อื่นๆมาขาย นั้นก็ไม่จำเป็นต้องจ้างผู้ช่วย ซึ่งคนเดียวก็สามารถดูแลร้านค้าได้เอง ทั้งหมด ไม่ต้องลงทุนในการจ้างลูกจ้าง และวุ่นวายกับคนส่วนมาก
-ปัจจุบัน ร้านขนมปัง นั้น กับ Lifestyle ของคนรุ่นใหม่ เพราะเหตุว่าคนสมัยใหม่นิยม ไปนั่งตามร้านค้าขนม เพื่อพัก นั่งคุย สนทนากับสหาย หรือนั่งอ่านหนังสือ เพื่อบรรเทา การเปิดร้านขนมแบบเต็มต้นแบบ ก็เลยตอบโจทย์ข้อนี้ได้ และทำรายได้ให้กับธุรกิจได้ อย่างมาก อย่างไม่ต้องสงสัย
-ความนิยมชมชอบเบเกอรี่ ของคนรุ่นหลัง ที่มีเวลาน้อย เลือกกินเบเกอรี่เป็น อาหารจานด่วน หรือรองท้อง หลายท่านคงเคยรับรู้คำว่า “กองทัพจำต้องเดินด้วยท้อง” เมื่อคุณเดินทางไกล หรืออยู่ในช่วงเวลาที่ผู้คนเร่งรีบ ไม่สามารถหาที่นั่งรับประทานอาหารได้ การกินของหวานที่ซื้อข้างทาง จะช่วยทำให้คุณคลายหิวไปได้ ก่อนที่คุณจะทำธุระเสร็จ รวมทั้งไปทานอาหารมื้อใหญ่ต่อไป
การเตรียมความพร้อมก่อนลงทุนในธุรกิจเบเกอรี่
ก่อนจะลงทุนในธุรกิจใดๆก็ตามก็จำเป็นจะต้องมีการเตรียมพร้อมให้พร้อมกั่น ซึ่งธุรกิจเบเกอรี่โฮมเมดก็ไม่ต่างกัน จำเป็นอย่างยิ่งที่นักลงทุนจำต้องพิจารณาถึงความพร้อมก่อนจะมีการลงทุน ซึ่งเช่น
เงินทุน
สำคัญเป็นลำดับต้นๆก็เนื่องจากว่าเงินทุนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยทำให้การเตรียมวัสดุอุปกรณ์ก่อนการผลิตเบเกอรี่เป็นไปด้วยดี จำนวนเงินลงทุนย่อมต่างๆนาๆตามรูปแบบของธุรกิจว่าอยากให้ออกมาในลักษณะใด ซึ่งก็จำเป็นต้องวิเคราะห์และพิเคราะห์ตามกำลังของตัวอง เพราะว่าด้วยทั่วๆไปแล้วการลงทุนในขั้นแรกจะเน้นไปที่วัสดุปกรณ์ ซึ่งนับได้ว่าเป็นทุนคงที่ รวมทั้งจะให้ผลตอบแทนกลับมาภายในช่วงระยะเวลาไม่นาน ด้วยเหตุผลดังกล่าวควรที่จะทำการเลือกใช้เครื่องมือที่คุณภาพดี มีการรับประกัน แม้ว่าจะราคาสูงแม้กระนั้นมั่นใจได้ถึงประสิทธิภาพ
ส่วนต้นทุนอีกอย่างทีเรียกกันว่าทุนแปรผันแปร ยกตัวอย่างเช่น ค่าเช่าพื้นที่ ค่าขนส่ง หรือรายจ่ายที่เปลี่ยนแปลงได้ นับว่าเหล่านี้เป็นเงินทุนที่ผู้ร่วมลงทุนเองจำต้องจัดเตรียมไว้ล่วงหน้า เพื่อให้สามารถเงินทุนสามารถหมุนเวียนได้อย่างไม่ขัดข้อง
-วิชาความรู้ความเชี่ยวชาญ
ต้องสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มธุรกิจเบเกอรี่โฮมเมดมากมาย เพราะเหตุว่าควรจะศึกษาถึงใอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้แล้วก็วัตถุดิบทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับการทำเบเกอรี่ ควรทำความเข้าใจว่าแป้งมีกี่จำพวก น้ำตาลหรือวัตถุดิบตัวอึ่นๆมีคุณลักษณะเช่นไรใช้เป็นส่วนประกอบในเบเกอรี่แต่ละจำพวกเพื่ออะไร นอกจากนั้นยังจำต้องฝึกฝนแล้วก็ชำนิชำนาญสำหรับในการทำ เบเกอรี่มากพอที่จะควบคุมประสิทธิภาพและก็รสชาติได้ เพื่อของหวานที่ผลิตมีคุณภาพและรสที่เช่นกัน
ในช่วงเวลานี้ มีโรงเรียนสอนทำเบเกอรีมากมาย เราสามารถเลือกเรียนได้ ได้ตามอยาก ทั้งสามารถเลือกเฉพาะวิชาที่สนใจได้ ซึ่งส่วนใหญ่เขาเรียนเพียงคอร์สเดียวก็สามารถนำมาปรับใช้และทำขายได้โดยทันที และก็การศึกษาสูตรรวมทั้งการทำจากเพื่อนพ้องหรือญาติพี่น้อง ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีที่จะไม่ต้องเลยค่าใช้สอยสำหรับเพื่อการเข้าชั้นเรียนกับโรงเรียนสอนทำเบเกอรี่ต่างๆ
-ศึกษาเล่าเรียนตลาดรวมทั้งคู่ปรับ
ผู้ผลิตควรศึกษาเรียนรู้ถึงสถานการณ์การตลาดเพื่อการทำความเข้าใจสำหรับการดำเนินธุรกิจของพวกเรา ควรศึกษาว่ากาตลาดเบเกอรี่ในตอนนั้นๆเป็นยังไง มีกรุ๊ปคู่แข่งจำนวนราวๆกี่ราย และก็แต่ละรายมีข้อเด่นข้อเสียอะไรบ้าง และเราต้องหาจุดแข็งของพวกเรา และก็ปรับกลอุบายเพื่อให้สู้กับคู่ปรับให้ได้ การ มองหา ร้านค้าสำหรับฝากขายมีความหมายมากมายสำหรับการที่จะช่วยให้ธุรกิจของเราก้าวไปข้างหน้าหรือจะถอยหลัง ร้านที่เห็นควรให้ความสนใจเป็นร้านที่อยู่ในย่านชุมชน มีทำเลดี มีที่จอดรถสำหรับลูกค้าไว้พร้อม มีการเคลื่อนของจำนวนลูกค้าและก็หมุนเวียนผลิตภัณฑ์ทั้งวัน และทางร้านค้ามีลัษณะทิศทางที่จะช่วยเสนอสินค้าของพวกเรา เพื่อไม่ให้สินค้าของพวกเราถูกกักไว้เพื่อคอยส่งกลับคืนสิ่งเดียว
-หาแหล่งวัตถุดิบที่เหมาะสมทั้งยังเรื่องราคาและประสิทธิภาพ
การซื้อวัตถุดิบสำหรับเฉพาะการทำเบเกอรี่ ย่อมทำให้ได้วัตถุดิบที่แพงถูกกว่าซื้อตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป และยังคงได้เครื่องไม้เครื่องมือสำหรับเพื่อการทำเบเกอรี่อย่างครบถ้วน
รูปแบบของธุรกิจร้านเบเกอรี่ อาชีพอิสระ รายได้ดี
-รับขนมจากที่อื่นมาขาย
Bakery แบรนด์ HOME ของมหาวิทยาลัยราชภัฎ สวนดุสิต เป็นตัวอย่างสุด Classic ของ ร้านขนมปัง ลักษณะนี้ พวกเราจะเห็นคนนำของหวานยี่ห้อ HOME มาเดินขายตามที่ต่างๆหรือจัดโต๊ะขายก็ตาม ลักษณะนี้เป็นรูปแบบที่เริ่มง่าย เพียงแต่ไปรับของหวาน รวมทั้งนำมาตั้งขาย ไม่ต้องจมทุนไปกับการซื้อเครื่องอบขนม ไม่ต้องเปลืองแรงทำ แล้วก็ขนมที่ขายอร่อยแน่ๆ
- ทำขนมขายเอง
หากคุณมีเงินทุนเยอะขึ้นมาหน่อย และเคยไปเรียนทำ Bakery มา หรือเชื่อมั่นในความสามารถ ธุรกิจร้านขนมปังประเภทนี้ จะทำเงินได้มากกว่า เพราะเหตุว่าพวกเราไม่ต้องไปรับของหวาน มาจากที่อื่น ซึ่งมีต้นทุนที่ซื้อมา แพงกว่าขนมที่เราทำเองอย่างแน่แท้ แต่ก็จำต้องทดลองชั่งน้ำหนักดูว่า เงินลงทุนที่ลงเพิ่มไป จะคุ้มกับรายได้ที่ได้เพิ่มขึ้นมาหรือเปล่า
- ร้านเบเกอรี่พร้อมที่นั่ง แบบเต็มแบบอย่าง
หากไม่อยากขายเพียงแค่ Bakery อย่างเดียว แล้วก็มีความรู้สึกว่าของหวานที่สร้างขึ้นมา มีดีกว่าแค่จะเป็นร้านค้าทั่วๆไป ก็เปิดร้านเบเกอรี่พร้อมที่นั่ง แบบเต็มต้นแบบได้เลย ด้วยเหตุว่าราคาขนมจะขายได้แพงกว่า 2 แบบแรก โดยมีเป้าหมาย ให้เป็นจุดนัดพบ สำหรับผู้ที่มาทานขนม นั่งคุยกัน หรือนั่งอ่านหนังสือ ซึ่งเข้ากับ Lifestyle ของคนสมัยใหม่ด้วย
 
สูตรคัพเค้ก
คัพเค้กวานิลลา
มาต่อกันที่คัพเค้กวานิลลา เนื้อนุ่มชุ่มเนย ด้านบนบีบวานิลลาบัตเตอร์ครีมฟรอสติ้งลงไป แถมยังโรยเกล็ดน้ำตาลตกแต่งอย่างสวยงาม แค่หน้าตาก็กินขาด รสชาติไม่ต้องพูดถึง ต้องอร่อยตามหน้าตาอยู่แล้วค่ะ
ส่วนผสม คัพเค้กวานิลลา
- แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1+1/4 ถ้วย
 - ผงฟู 1/2 ช้อนชา
 - เบคกิ้งโซดา 1/4 ช้อนชา
 - เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
 - ไข่ไก่ 2 ฟองใหญ่
 - น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
 - เนยจืด 1/2 ถ้วย
 - กลิ่นวานิลลา 1+1/2 ช้อนชา
 - ซาวร์ครีม 1/2 ถ้วย
ส่วนผสม วานิลลาบัตเตอร์ครีมฟรอสติ้ง
- เนยจืด 1 ถ้วย
 - น้ำตาลไอซิ่ง 2+1/2 ถ้วย
 - กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนโต๊ะ
 - เฮฟวี่วิปปิ้งครีม 1 ช้อนโต๊ะ
 - เกล็ดน้ำตาล (สำหรับตกแต่ง)
วิธีทำคัพเค้กวานิลลา
1. เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 350 องศาฟาเรนไฮต์ เตรียมไว้
 2. เรียงพิมพ์มัฟฟิน 12 ชิ้น บนถาดอบ เตรียมไว้
 3. ทำคัพเค้กวานิลลาโดยผสมแป้งสาลีอเนกประสงค์ ผงฟู เบกกิ้งโซดา และเกลือป่นเข้าด้วยกัน พักไว้
 4. ใช้เครื่องตีมือถือด้วยความเร็วปานกลางตีไข่ไก่และน้ำตาลทรายประมาณ 2 นาที หรือจนเนื้อเนียน ใส่เนยจืดและกลิ่นวานิลลาลงไปตีด้วยความเร็วต่ำประมาณ 1 นาที นำส่วนผสมแป้งลงไปตีต่อด้วยความเร็วต่ำจนเข้ากัน ใส่ซาวร์ครีมลงไปตีต่อจนเนื้อเนียน
 5. หยอดส่วนผสมคัพเค้กลงในพิมพ์มัฟฟินประมาณ 3/4 ของถ้วย นำเข้าไปอบประมาณ 18-20 นาที หรือจนสุก นำออกมาพักไว้ให้เย็น
 6. ทำวานิลลาบัตเตอร์ครีมฟรอสติ้งโดยใช้เครื่องตีมือถือด้วยความเร็วปานกลางตีเนยจืดประมาณ 30 วินาที ใส่น้ำตาลไอซิ่ง กลิ่นวานิลลา และเฮฟวี่วิปปิ้งครีมลงไปตีด้วยความเร็วสูงประมาณ 3 นาที นำไปบีบตกแต่งบนหน้าคัพเค้ก โรยเกล็ดน้ำตาลให้สวยงาม พร้อมเสิร์ฟ


เค้กไวท์ช็อกโกแลต
ถ้าเอียนกับดาร์กช็อกโกแลตก็ลองเปลี่ยนมาทำไวท์ช็อกโกแลตบ้างก็ได้ ขอนำเสนอเค้กไวท์ช็อกโกแลต สูตรจาก คุณน้องซาแมนต้า สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม เค้กเนื้อแน่นใส่ไวท์ช็อกโกแลตแซมดาร์กช็อกโกแลตตัดเลี่ยน กินกับกาแฟตอนเช้าก็แจ่ม
ส่วนผสม เค้กไวท์ช็อกโกแลต
• เนยจืด 125 กรัม
 • ไวท์ช็อกโกแลต 150 กรัม
 • แป้งสาลีอเนกประสงค์ 130 กรัม
 • ผงฟู 1 ช้อนชา
 • เกลือป่น 1/3 ช้อนชา
 • ไข่ไก่ (อุณหภูมิห้อง) 2 ฟอง
 • น้ำตาลทรายแดง 100 กรัม
 • กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา
 • ไวท์ช็อกโกแลตและดาร์กช็อกโกแลต อย่างละ 80 กรัม (สับให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ) สำหรับใส่ในส่วนผสมเค้กเมื่อได้ผสมเสร็จแล้ว
 • อัลมอนด์สไลซ์ (สำหรับโรยหน้าเค้ก) 50 กรัม
วิธีทำเค้กไวท์ช็อกโกแลต
1. เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียส และร่อนแป้งสาลีกับเกลือป่น และผงฟูเข้าด้วยกัน เตรียมไว้
 2. ละลายเนยจืดและไวท์ช็อกโกแลตเข้าด้วยกันด้วยไมโครเวฟประมาณ 30 วินาที นำออกมาคนผสมให้ละลายเข้ากันแล้วนำเข้าไมโครเวฟต่ออีก 20 วินาที นำออกจากเตา พักทิ้งไว้จนเย็น เตรียมไว้
 3. ตีไข่ไก่ด้วยความเร็วสูงสุด ประมาณ 1 นาที เติมน้ำตาลทรายแดงลงไปแล้วตีด้วยความเร็วปานกลาง ประมาณ 2 นาที
 4. เทส่วนผสมเนยกับไวท์ช็อกโกแลตละลายใส่ลงไป ตีต่อด้วยความเร็วต่ำแค่พอเข้ากัน ตามด้วยกลิ่นวานิลลา ตีพอเข้ากัน แบ่งใส่แป้งครึ่งหนึ่งลงไป ตีด้วยความเร็วต่ำแค่พอเข้ากันแล้วใส่แป้งที่เหลือลงไปตีแค่พอเข้ากันแล้วรีบหยุด
 5. ใส่ไวท์ช็อกโกแลตและดาร์กช็อกโกแลตสับลงไป ใช้พายยางคนให้ส่วนผสมเข้ากัน เทส่วนผสมใส่พิมพ์ ใช้พายปาดหน้าเค้กให้เรียบและโรยหน้าด้วยอัลมอนด์สไลซ์
 6. นำเข้าเตาอบ อบนานประมาณ 20-25 นาทีหรือจนกว่าเค้กจะสุก
 
 
ความเป็นมาของของหวานสีสันผ่องใส มาการูนหรือมาการอง (Macaroon)
มาการูน หรือ มาการอง (Macaroon) ขนมหวานรูปวงกลมสัญชาติฝรั่งเศส ซึ่งมีสีสันผ่องใส สอดไส้กึ่งกลาง ชักชวนให้น่ากิน กำลังได้รับความนิยมอย่างมากมายรวมทั้งประสบพบเห็นกันได้มากไม่น้อยเลยทีเดียวตามห้าง ร้านเบเกอรี่ หรือในโฮเต็ลเมืองไทยขณะนี้
 ใครกันแน่จะทราบบ้างว่าแหล่งกำเนิดที่จริงจริงของอาหารหวานทรงกลมสีสันแจ่มใสที่น่าอร่อยนี้เป็นขนมที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอิตาลี มาจากคำว่า "Maccaone หรือ Maccherone" ในภาษาอิตาลี มาการองหรือมาการูน เปิดตัวครั้งแรกในปี คริสต์ศักราช 1553 โดยเชฟหญิงชาวอิตาลีที่มีนามว่า Catherine de Medicis ในงานสมรสของคุณกับ Duc d'Orleans หรือกษัตริย์เฮนรี่ที่ 2 ของประเทศฝรั่งเศส ในอีก 21 ปีถัดมานั่นเอง
มาการองหรือมาการูน เริ่มต้นเป็นของหวานที่ทำขึ้นมากล้วยๆจากอัลมอนต์ น้ำตาลและก็ไข่ขาวเพียงแค่นั้น ซึ่งเป็นของที่แพงไม่แพงแล้วก็มีคุณค่าทางของกิน มีการบันทึกไว้ว่าหลานสาวของ Catherine de Medicis และชาวฝรั่งเศสใช้รับประทานเพื่อประทังชีวิตในยุคสินค้าต่างๆมีราคาแพง
จวบจนกระทั่งตอนต้นศตวรรษที่ 20 เค้าหน้าของ มาการองหรือมาการูน ก็แปรไปเป็นของหวานที่มีสีสันบาดตา รวมทั้งนำมาการูนสองแผ่นมาตามติดกันโดยมีไส้ "chocolate panache (ช็อกโกแล็ตผสมครีม)" โดย Pierre Desfontaines หลายชายของ Louis Ernest Laduree (Laduree pastry and Salon de the,rue Royale) ร้านเบเกอรี่มีชื่อเสียงในประเทศฝรั่งเศส
แนวทางการทำมาการองคร่าวๆคือ การผสมไข่ขาว น้ำตาลทราย และอัลมอนด์ล้วนๆบดละเอียดจนถึงเป็นผุยผงเหมือนแป้ง เรียกส่วนผสมนี้ว่า เมอแรงก์ (meringue) ตักเมอแรงก์ใส่กรวยแล้วบีบลงบนถาดอบเป็นชิ้นกลมๆขนาดเล็ก รวมทั้งต้องตากทิ้งเอาไว้สักพักและหลังจากนั้นก็ค่อยนำเข้าเตาอบ ออกมาเป็นฝามาการอง (Shell) แล้วทำไส้สอดไว้ตรงกลาง
 แนวทางการทำมาการองต้นตำรับ แตกต่างกันตั้งแต่แนวทางจัดแจงเมอแรงก์แบบที่นิยมทำกันในขณะนี้ การทำมาการองแบบเจ้าตำรับนั้นจำเป็นต้องใช้แนวทางจัดเตรียมเมอแรงก์แบบ "เฟรนช์ เมอแรงก์ (French Meringue)" เป็นการตีไข่ขาวกับน้ำตาลแบบไม่ต้องต้ม ใช้มือเบาๆตีไปเรื่อยซึ่งเป็นวิธีดั้งเดิมที่คนฝรั่งเศสทำมาเมื่อร้อยปีให้หลัง ร้านมาการองที่เป็นที่รู้จักในปัจจุบันของประเทศฝรั่งเศสก็ยังคงใช้แนวทางดั้งเดิมนี้อยู่ แม้กระนั้นตอนนี้คนโดยมากไม่มีใครทำแล้ว เพราะว่ากระบวนการทำยุ่งยากกว่าวิธีต้มน้ำตาลด้วยความร้อนซึ่งจะทำให้ผิวของมาการองต่างกัน และก็แบบเริ่มแรกต้องใช้เวลาตากที่อุณหภูมิห้องขั้นต่ำ 3 ชั่วโมงถึงจะนำเข้าอบได้ ในช่วงเวลาที่แนวทางต้มน้ำตาล ทิ้งไว้เพียงแค่ 15 นาที ก็นำเข้าเตาอบได้เลย
มาการองปัจจุบันนี้นิยมต้มน้ำตาลทรายที่อุณหภูมิ 118 องศาเซลเซียส ซึ่งเมื่อรวมกับไข่ขาวจะมีความแน่นรวมทั้งคงตัวช่วยไม่ให้ผิวหน้ามาการองแตกจากการอบ ผิวเรียบงาม แต่ว่าไม่มีความนิ่มพอๆกับแนวทางตีน้ำตาลทราย ไข่ขาวแล้วก็ผงอัลมอนด์ให้ขึ้นฟูเบาๆซึ่งจะต้องอาศัยความชำนิชำนาญ
การทำมาการองเจ้าตำรับแบบ เฟรนช์ เมอแรงก์ ทำให้จับตัวได้ฝามาการอง (Shell) ซึ่งผิวสัมผัสด้านนอกจะกรอบบางๆกัดนิดเดียวจะเจอความอ่อนนุ่มของเนื้อเชลล์แทบละลายในปากผสมกลมกลืนไปกับรสของไส้
เอกลักษณ์ของมาการองอีกจุดเป็น"ชายลูกไม้ฝรั่งเศส (skirt)" คือส่วนที่เป็นรอยหยักๆบริเวณรอบๆขอบเชลล์ ซึ่งมีเหตุมาจากส่วนประกอบและก็การอบที่สมควร ถ้าอบแล้วไม่มีสเกิร์ตเกิดขึ้น ตัวเชลล์จะกลายเป็นขนมผิงที่กรอบทั้งชิ้น
|
ขมป้งบ้านครูแอน อร่อย การันตี เรียนแล้วทำเป็น ชัวร์
|
อยากทำขนมเค้กเป็น อยากทำขนมอร่อยๆ เรียนกับครูแอนเลย
|
ทำขนมเค้กกินเอง ขนมปัง เบเกอรี่ บ้านครูแอน สอนเป็นกันเอง เรียนจบต้องทำเป็นให้จงได้
}
คอร์สแต่งหน้าเค้ก ไส้ขนมปัง เปิดร้านเบเกอรี่ (สอนส่วนตัว) อร่อยเหาะ

เครดิต : http://www.annann201.com/

Tags : สอนทำขนมปัง,สอนทำขนมไทย,สอนทำอาหาร