ผู้เขียน หัวข้อ: วิธีเลือกหนังสือเด็กให้สมวัย  (อ่าน 9 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

13-07-2018 , 02:49:20
  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 36
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด


 
ไม่มีใครปฏิเสธว่าหนังสือเป็นสิ่งที่ดีสำหรับเด็ก ตั้งแต่ปี 2014 ธุรกิจหนังสือเด็กเติบโตในอัตราที่สูงมากและก็ทิศทางยังคงพุ่งขึ้นต่อไปเรื่อยๆ เรามีตัวเลขรับรองความอะเมซิ่งของหนังสือกลุ่มนี้ได้ อย่างตลาดหนังสือเด็กในอังกฤษปี 2014 มีมูลค่า 332.2 ล้านปอนด์ เพิ่มขึ้น 7% ในปี 2015 แถมสูงขึ้นไปอีก 7% สู่ 379.5 ล้านปอนด์ในปี 2016
 
วิธีการเลือกหนังสือสำหรับเด็ก
 
แรกเกิด – 1 ขวบ
 
เด็กอ่อนที่ได้ฟังคนอ่านหนังสือให้ฟัง จะได้รับความสนุกสนานร่าเริงจากการได้ยินเสียงและก็สุขสบายจากการถูกอุ้มไว้ พ่อแม่ที่เริ่มอ่านหนังสือให้เด็กแรกคลอดฟังตั้งแต่เกิด มักอ่านตลอดจนกระทั่งโต ทำให้เด็กโตขึ้นเป็นคนรักการอ่าน
การเลือกหนังสือให้เด็กทารก เมื่อเด็กทารกอายุ 6 เดือน จะเริ่มสนใจหนังสือสีแจ่มใส โดยเริ่มเอามือสัมผัสที่หนังสือ และก็ส่งเสียงคำราม หรือ จับหนังสือ โบกหนังสือไปๆมาๆ ฟาดหนังสือ เอาหนังสือเข้าปาก หรือ แผดเสียงตื่นเต้น
 
หนังสือที่เหมาะสม คือ หนังสือเล่มแข็งแรงทนทานที่มีรูปภาพสีแจ่มใส หรือ รูปเด็ก หนังสือโคลงกลอน ระหว่างที่บางบุคคลบางทีอาจชอบหนังสือที่คุณอ่าน แม้กระนั้นควรอ่านออกเสียงสลับกับการหยุดคุยกับเด็กแรกเกิดเป็นประจำช่วงวัยนี้เด็กแรกเกิดยังไม่รู้เรื่องภาษา แม้กระนั้นชอบฟังเสียงต่างๆ
เมื่ออายุ 9 เดือน เด็กแรกเกิดเริ่มแสดงความปรารถนาของตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น อยากรับประทานอาหารเอง ต้องการถือหนังสือแล้วก็อ่านเอง ถ้าลูกไม่ยินยอมให้ท่านถือหนังสือ ให้คุณจัดเตรียมหนังสือให้ลูกถือเองเล่มหนึ่ง แล้วก็คุณถืออีกเล่มหนึ่ง อ่านในช่วงสั้นๆหาหนังสือให้ลูกไว้ถือเล่น เปิดเล่น หรือ ใช้ฟาดตามแต่ต้องการ
 
1-2 ขวบ
 
เมื่ออายุ 12-15 เดือน ทารกอาจตั้งใจถือหนังสือกลับด้าน ช่วง 18 เดือน เด็กทารกบางทีอาจเปิดหนังสือจากด้านหลังมาด้านหน้า
วัยกระเตาะกระแตะโดยมากรักการเคลื่อนไหว ส่วนคนที่ยังเดินมิได้ ชอบการโยก การจั๊กจี้ แล้วก็การกอดในตอนที่ฟังบิดามารดาอ่าน ส่วนคนที่เดินได้แล้ว อาจนั่งฟังได้นานเพียง 2-3 นาที แม้กระนั้นยังชอบที่จะฟังไปเดินเล่นไปด้วย เด็กวัยนี้ชอบถือหนังสือเดินไปมาและก็นำมาให้ผู้ใหญ่อ่านให้ฟัง
เพื่อเลี่ยงการโต้เถียง ควรวางหนังสือเอาไว้ในตำแหน่งที่ลูกหยิบออกมาแล้วก็เก็บเข้าที่ได้เอง ควรวางหนังสือให้ลูกเลือกครั้งละ 3-4 เล่มแค่นั้น เพราะเหตุว่าหนังสือยิ่งมาก ยิ่งเลือกยากแล้วก็คุณจำเป็นต้องเสียเวลาเก็บจากพื้นของห้อง ให้เข้าที่เข้าทางเก็บหนังสือนานมากขึ้น
เมื่ออายุ 18 เดือน เด็กเดินได้คล่องแล้ว กิจกรรมที่ชื่นชอบ คือ การถือหนังสือเดินไปทั่วๆและลูกเริ่มทำความเข้าใจแล้วว่า หนังสือเป็นสิ่งที่ใช้ในการเรียกร้องความสนใจจากผู้ใหญ่ได้ โดยการเลือกหนังสือแล้วเดินไปนั่งที่ตักพ่อแม่ แล้วบอกว่า “อ่านให้ฟังหน่อย”
เมื่ออายุ 2 ขวบ ลูกเริ่มเข้าใจภาษามากขึ้น หนังสือช่วยให้รู้จักสิ่งต่างๆบิดามารดาชี้รูปในหนังสือรวมทั้งถามลูกว่าเป็นรูปอะไร รอคอยคำตอบ แล้วพอหลังจากนั้นก็ค่อยเฉลยคำตอบ หรือยกย่อง ถ้าหากลูกตอบได้ถูกต้อง หรือถ้าลูกตอบผิด ให้สอนคำตอบที่ถูกต้อง
เด็กวัยนี้จำเรื่องราวต่างๆได้มากขึ้น หนังสือประเภทบทกลอน คำคล้องจองจะเหมาะสำหรับเด็กวัยนี้ อีกทั้งชื่นชอบสัตว์ทุกชนิด ควรต้องหาหนังสือที่มีภาพสัตว์หรือภาพคน มีอักษรตัวโตๆมาอ่านให้ฟัง ควรจะเป็นหนังสือบอร์ดบุ๊คที่ทำจากกระดาษแข็ง คงทน ด้วยเหตุว่าเปิดง่าย ควรจะปลดปล่อยให้ลูกได้สำรวจหนังสือ แล้วก็พลิกหน้ากระดาษเอง โดยพ่อแม่แสดงแนวทางเปิดหน้าหนังสือที่ถูกให้ดูก่อน ไม่ช้าเจ้าตัวเล็กจะคว้าหนังสือมาพลิกดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรือไม่ก็ทำท่าอ่านหนังสือให้ตุ๊กตาตัวโปรดฟัง
 
2-3 ขวบ
 
ช่วงวัย 2-3 ขวบ ลูกสามารถใช้ภาษาติดต่อกับผู้อื่นได้อย่างรู้เรื่องและก็ดีมากขึ้น กล่าวเป็นประโยคสั้นๆได้แล้ว และมีความเป็นตัวของตัวเองมาก ต้องการทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น ทานข้าวเอง แต่งตัวเอง เลือกเสื้อผ้าเอง
 
วัยนี้เป็นวัยที่เด็กๆกำลังเข้าเตรียมอนุบาล เป็นวัยที่มีการปรับพฤติกรรมอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องของวินัยรวมทั้งการช่วยเหลือตนเอง ควรหาหนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวโยงกับสิ่งรอบข้างรวมทั้งกิจวัตรประจำวันง่ายๆ ที่ลูกสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ อย่างเช่น การแต่งตัว การแปรงฟัน และการเข้าห้องสุขา การมีวินัย การทำความดี ส่งเสริม IQ, EQ, MQ ยกตัวอย่างเช่น บึ้กซ่าขี้โมโห กุ๋งกิ๋งปวดฟัน หนูไม่เคยลืม ฯลฯ มาอ่านกับลูกๆด้วยเหตุว่าการสอนที่ให้เด็กได้เห็นภาพอย่างเป็นรูปธรรม แถมยังสนุกแบบนี้ จะทำให้เขาเกิดการเรียนรู้ได้ดีมากยิ่งกว่าการถูกตักเตือนหรือถูกอบรมบ่มนิสัยตอนที่ตัวเขาเองทำผิดเป็นไหนๆ
 
4-6 ขวบ
 
วัยนี้มีจินตนาการเลิศล้ำ มั่นใจว่ามีเวทมนตร์วิเศษ มั่นใจว่าความสุขทำให้ดวงตะวันเปล่งแสง หรือ ซานตาคลอสมีจริง ฉะนั้นเด็กวัยนี้ก็เลยชอบการอ่านนิทาน วิธีสนุกสนานกับการอ่านหนังสือให้ลูกวัยนี้ ทำได้โดย
 
- มีหนังสือเอาไว้ภายในทุกแห่งในบ้าน ตัวอย่างเช่น ห้องนั่งเล่น ห้องสุขา ห้องอาหาร ห้องนอน
- จัดเวลาก่อนนอนหรือตอนเช้าหลังตื่นนอน เป็นเวลาอ่านหนังสือด้วยกัน
- หยุดอ่าน เมื่อคุณหรือลูกต้องการหยุด (ลูกหลับหรือไม่ตั้งใจฟัง)
- จำกัดเวลาการดูทีวี เพราะเหตุว่าการดูโทรทัศน์ทำลายจินตนาการของเด็ก และก็ทำให้ไม่ว่างเหลือสำหรับในการอ่านหนังสือ
- พาลูกไปห้องสมุด แทนที่จะพาไปเดินห้างสรรพสินค้า
- ให้ลูกมีส่วนร่วมสำหรับเพื่อการอ่าน ได้แก่ ถามความเห็นเกี่ยวกับเนื้อเรื่องหรือตัวละคร
- ลองให้ลูกช่วยคุณแต่งนิทานและก็อ่านร่วมกัน
 
ตอนวัยนี้เป็นตอนขณะที่โลกใบเล็กของลูกขยายกว้างจากรั้วบ้านออกไปสู่สังคมภายนอก นอกเหนือจากการส่งเสริมประสบการณ์ในบ้าน ที่บิดามารดาสามารถใช้กิจวัตรประจำวันเป็นช่องทางในการสอนอย่างเป็นธรรมชาติแล้ว บิดามารดายังจำต้องเตรียมตัวให้ลูกมีความสามารถสำหรับในการช่วยเหลือตัวเองเยอะขึ้น เพื่อจะใช้ชีวิตในสังคมโรงเรียนได้เป็นอย่างดี
 
6 ขวบขึ้นไป
 
วัยนี้ก็คือเด็กวัยประถมนั่นเอง เด็กวัยนี้เริ่มอ่านหนังสือได้เองแล้ว แล้วก็มีช่วงความสนใจนานขึ้น ด้วยเหตุดังกล่าว หนังสือที่เด็กๆในวัยนี้จะเริ่มให้ความสนใจเป็นพิเศษก็คือ หนังสือที่เกี่ยวกับความรู้รอบตัวนั่นเอง ได้แก่ ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ โลกใต้ทะเล อวกาศ ฯลฯ
การอ่านออกเสียงให้ลูกฟังยังทำได้ในเด็กวัยนี้ เนื่องจากเป็นการช่วยทำให้คุณและก็ลูกได้มีเวลาที่เป็นสุขร่วมกัน ทำให้ความสัมพันธ์แน่นแฟ้น ลดความตึงเครียดจากข้อคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน ซึ่งคือเรื่องธรรดาเมื่อลูกโตขึ้น
การอ่านหนังสือให้ลูกฟัง ยังช่วยทำให้ลูกสนใจอ่านหนังสือที่ยากเกินความสามารถของเขา จนกว่ากำลังจะถึงวัยที่เขาเริ่มอ่านได้ด้วยตัวเอง รวมทั้งยิ่งช่วยมากขึ้น แม้ลูกเป็นเด็กที่มีปัญหาสำหรับในการอ่าน เพราะว่าเด็กแต่ละคนมีความรู้ความสามารถสำหรับในการอ่านเอง ช้าเร็วไม่เท่ากัน บางบุคคลอ่านได้ดีตั้งแต่ประถมหนึ่ง แต่บางบุคคลอาจช้าไปอีกสองปี แม้ว่าจะมีความฉลาดเท่ากันก็ตาม เด็กที่อ่านได้ช้ากว่า ถ้าเกิดมีบิดามารดารออ่านหนังสือให้ฟัง บางทีอาจช่วยทำให้เขารักรวมทั้งมีความสุขกับการอ่าน
การอ่านหนังสือให้ลูกฟัง ยังช่วยพัฒนาความสามารถในการฟัง ควรจะอ่านรวมทั้งหยุดเพื่อสนทนาเกี่ยวกับเนื้อเรื่องให้ลูกเข้าใจ เป็นภาษาที่ลูกเข้าใจได้ง่าย และก็มีการถามเพื่อให้ลูกตอบ และก็ให้ลูกลองคาดคะเนเรื่องราวตอนต่อไป
 
นิทานอีสป
 
อีสป (Aesop) เป็นนักเล่านิทานหรือนักเล่าเรื่องชาวกรีกโบราณ ซึ่งถือได้ว่าเจ้าของนิทานปริมาณหนึ่งซึ่งปัจจุบันนี้รู้จักกันรวมๆว่า นิทานอีสป แม้ว่าการยังคงอยู่ของเขาจะยังคลุมเครือ และไม่มีงานด้านการเขียนของเขาเหลือรอดมาเลย (หากมี) แต่ว่านิทานมากมายซึ่งนับได้ว่าเป็นของเขาถูกสะสมตลอดหลายศตวรรษในหลายภาษาในประเพณีการเล่าเรื่องซึ่งดำเนินมาจวบปัจจุบัน นิทานหลายเรื่องใช้สัตว์หรือวัตถุไม่ใช่สัตว์ที่สามารถพูด แก้ไขปัญหา รวมทั้งโดยธรรมดามีคุณลักษณะอย่างมนุษย์
เนื้อหาชีวิตของอีสปที่กระจัดกระจายสามารถเจอได้ในแหล่งข้อมูลโบราณ รวมทั้งอริสโตเติล เฮโรโดตัส แล้วก็พลูทาร์ก งานวรรณกรรมโบราณชื่อ The Aesop Romance เล่าชีวิตอีสปเป็นตอนๆและก็บางทีอาจเป็นฉบับที่เป็นนิยายอย่างสูง ซึ่งรวมถึงคำชี้แจงเขาแต่เดิมว่าเป็นทาสที่น่ารังเกียจสะดุดตา ซึ่งได้รับอิสระของตนมาด้วยความฉลาด และก็กลายเป็นผู้ถวายคำปรึกษาแก่พระราชา รวมทั้งนครรัฐต่างๆประเพณีสมัยหลัง (ซึ่งมาจากยุคกลาง) พรรณนาอีสปว่าเป็นชาวเอธิโอเปียผิวดำ
 
ตัวละคร นิทานอีสป?
ตัวละครของนิทานอีสป ชอบเป็นสัตว์ที่เป็นตัวชูโรงโดยสัตว์จะกระทำและก็พูดคุยเหมือนคน แม้กระนั้นจะรักษารูปแบบของสัตว์ชนิดนั้นๆไว้ ตัวอย่างเช่น เสือดุร้าย ลาโง่เขลาอืดอาด สุนัขป่าหัวหมอ
จุดเด่น นิทานอีสป?
นิทานอีสป เป็นเรื่องราวที่มีชื่อเสียงรวมทั้งให้ความบันเทิงที่ดีสำหรับเด็ก นิทานหรือเรื่องราวทั้งหมดที่สั้นมากๆเพื่อให้เด็กมีความสนใจ รวมทั้งมีสัตว์เป็นตัวเอกของเรื่องซึ่งสัตว์ที่รักของเด็กๆ
 
การเปรียบเทียบของนิทานอีสป
ตัวละครส่วนมากของอีสปเป็นสัตว์ เขาเทียบให้ หมาจิ้งจอก ชอบเป็นคนเจ้าเล่ห์ สิงโตหรือราชสีห์ มักจะหมายถึงเป็นตัวแทนของผู้มีอิทธิพล คนบุญบารมีมาก ผู้ดูแล หนููหมายถึงผู้ต่ำต้อย ลา ชอบเป็นผู้ที่ด้อยปัญญา ฯลฯ
 
การฝึกหัดทักษะการลากเส้นต่อจุด
 
เพื่อฝึกสมาธิแล้วก็การสังเกตให้กับลูก ควรเริ่มจากการลากเส้นต่อจุดจากสีหนึ่งไปอีกสีหนึ่ง เพื่อให้เด็กเกิดความเข้าใจแล้วก็สนุกสนานกับแบบฝึกหัด โดยเรามีวิธีการกล้วยๆมานำเสนอ
 
1. วางหนังสือให้ตรง ห้ามหมุนหนังสือ เพื่อฝึกให้เด็กได้ตีเส้นหลายทิศทาง
2. ห้ามใช้ไม้บรรทัด เพื่อฝีกการควบคุมการเขยื้อนของนิ้วมือ
3. เมื่อฝึกฝนแรกๆให้ตีเส้นรอยต่อจุด เมื่อฝึกกระทั่งเชี่ยวชาญให้แล้วขีดเส้นจาก จุดกำเนิดไปถึงจุดสิ้นสุด
4. ควรลบให้ต่ำที่สุด เพื่อฝึกให้พิจารณาตำแหน่งให้ดีก่อนลากเส้น
5. บรรยากาศในการทำควรสดชื่น แจ่มใส ให้เด็กทำเท่าที่ต้องการทำ ทำวันละนิด แต่เน้นประสิทธิภาพของเส้นไม่เน้นในเรื่องปริมาณ และไม่ควรจะเคี่ยวเข็ญ บังคับด้วยเหตุว่าเด็กจะเบื่อ และไม่ต้องการทำ
6. ควรจะให้เด็กทำด้วยตัวเอง ไม่สมควรช่วยเด็กทำผู้ปกครองเพียงแค่ให้กำลังใจ แล้วก็ยกย่องเท่านั้น ถ้าเกิดเด็กยังทำไม่ได้ผู้ปกครอง ควรให้เด็กได้ทำกิจกรรมเกื้อหนุนการสังเกต การใช้กล้ามเนื้อมือ และก็การประสานสัมพันธ์ของตา แล้วก็มืออย่างเสมอ และก็เสนอแนะการลากเส้นตามขั้นตอนข้างต้น



5 หนังสือเด็กที่แนะนำ โดยร้านหนังสือนายอินทร์
 
1. 100 สุดยอดนิทานอีสปแสนสนุก ฉบับ ภาษาไทย+MP3
พบกับเรื่องราวสนุก ๆ ชิงไหวพริบ และมิตรภาพอันน่าประทับใจของเหล่าสัตว์ป่า คัดสรรมาจากนิทานเรื่องเด่นของ "อีสป" นักเล่านิทานระดับโลก เช่น มดกับนกพิราบ กระต่ายป่ากับเต่า สิงโตกับหนู หมากับเงา เด็กเลี้ยงแกะ หมาหางด้วน อึ่งอ่างกับวัว หมาจิ้งจอกกับนกกระสา แม่ห่านกับไข่ทองคำ และอื่นๆ อีกมากมาย ที่สร้างความประทับใจให้แก่คนทั่วโลกมาแล้วทุกยุคทุกสมัย สอดแทรกคำถามชวนคิด ช่วยให้น้องๆ ฝึกคิดแบบสร้างสรรค์และแก้ปัญหาเป็น ความรู้น่าทึ่งของเหล่าสัตว์โลก ที่จะทำให้น้องๆ ประหลาดใจและได้รู้ความรู้ไปพร้อมกัน ตลอดจนมีซีดีเสียงนิทาน ฟังสนุกทุกเรื่อง ฟังเพลินทุกเวลา
คำถามชวนคิดช่วยให้น้องๆ ฝึกคิดแบบสร้างสรรค์และแก้ปัญหาเป็น ความรู้น่าทึ่งของเหล่าสัตว์โลก ที่จะทำให้น้องๆ ประหลาดใจและได้ความรู้ไปพร้อมกัน ซีดีเสียงนิทาน ฟังสนุกทุกเรื่อง ฟังเพลินทุกเวลา
 
2. ชุด นิทานพัฒนาความฉลาดทางด้านอารมณ์ (EQ) 4 เล่ม
หนังสือนิทาน 1 เล่ม สามารถส่งเสริมพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็กๆ ได้มากกว่า 1 ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านอารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญา หนังสือนิทานจึงเป็นสื่อสำคัญในการพัฒนาภาษา ความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนทักษะต่างๆ นอกเหนือจากการจรรโลงจิตใจให้เบิกบาน และการปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน อันเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ตลอดชีวิต เปิดอ่านได้ 2 ด้าน (2 ภาษา อังกฤษ-ไทย)
 
3. ชุด แบบฝึกเสริมทักษะ อายุ 4 ปี รูปทรงหรรษา+Sticker
"ชุด แบบฝึกเสริมทักษะ รูปทรงหรรษา สำหรับเด็กอายุ 4 ปี" เล่นนี้ เน้นกิจกรรมการแยกแยะรูปทรง การจับคู่ และการรวมรูปร่างรูปทรง ฯลฯ ซึ่งการฝึกฝนให้เด็ก ๆ คิดวิเคราะห์เรื่องรูปร่างรูปทรงนั้น จะค่อยๆ พัฒนาเป็นขั้นเป็นตอน จากรูปธรรมไปหานามธรรม และจากรูปทรงสามมิติไปหารูปทรงสองมิติ ถึงเวลาแล้วที่เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้เรื่องรูปร่างรูปทรงอย่างสนุกสนาน เพื่อเป็นการให้เด็กๆ ฝึกคิดวิเคราะห์อย่างตั้งใจ และแบ่งปันความรู้ รวมทั้งความสำเร็จในการเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน
ค้นหาคำตอบตามเงื่อนไขที่กำหนดให้ เรียนรู้รูปร่างรูปทรงที่ซับซ้อนขึ้น ฝึกให้เด็กๆ เรียนรู้รูปร่างรูปทรงจากสิ่งที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน ล้อรถกลมๆ ที่แล่นอยู่บนท้องถนน หลังคาบ้านมุมแหลม ตู้ไปรษณีย์สี่เหลี่ยม พระจันทร์เสี้ยว สัญลักษณ์เครื่องหมายบวก ดอกไม้ รูปดาว รูปหัวใจ และสิ่งของที่เด็กๆ พบเห็นได้บ่อยๆ ในชีวิตประจำวันเหล่านี้ล้วนมีรูปร่างรูปทรงซ่องอยู่มากมาย การที่เด็กๆ รู้จักชื่อของรูปร่างรูปทรงและสามารถแยกแยะรูปร่างรูปทรงของสิ่งต่างๆ ได้ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก ดังนั้นจึงควรได้รับการฝึกฝน และส่งเสริมให้เด็กๆ ได้เรียนรู้รูปร่างรูปทรงจากสิ่งของต่างๆ รอบตัวทั้งที่บ้านและโรงเรียน เช่นลูกบอล กล่อง บล็อกไม้ เป็นต้น
 
4. จับคู่ลับสมอง ชุด แบบฝึกเสริมทักษะ (อายุ 5 ปี)
"ชุด แบบฝึกเสริมทักษะ จับคู่ลับสมอง สำหรับเด็กอายุ 5 ปี" เล่มนี้ มีคำถามให้เด็กๆ ได้คิดวิเคราะห์เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ผ่านวิธีการเรียนรู้ที่หลากหลาย เช่น เกมเขาวงกต การติดสติกเกอร์ การลากเส้นจับคู่ การระบายสี เพื่อไม่ให้เด็กๆ เกิดความเบื่อหน่าย ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้จะช่วยดึงดูดให้เด็กๆ เข้าสู่โลกแห่งการจับคู่ ที่ทำให้เพวกเขารู้สึกว่ากำลัง "เล่น" ไม่ใช่กำลัง "เรียน"
ขณที่เด็ก ๆ กำลังคิดหาคำตอบ ควรจะให้เวลาพวกเขาอย่างเพียงพอ ไม่จำเป็นต้องเร่งให้พวกเขาตอบคำถาม เพราะจะเป็นการปิดกั้นโอกาสในการคิดของเด็ก ๆ แต่อาจจะแนะนำหรือชี้แนะแนวทางในการตอบคำถามให้เด็กๆ บ้าง เมื่อสมองส่วนซีรีเบลลัมได้ทำการคิดวิเคราะห์ จะช่วยพัฒนาการเรียนรู้ให้เด็กๆ ไปอีกหนึ่งขั้น
แยกแยะประเภทและปริมาณของสิ่งต่างๆ แล้วนำมาคิดวิเคราะห์เพื่อหาคำตอบ "การจับคู่" หมายถึง การหาสิ่งที่มีลักษณะเด่นสอดคล้องกันมาเข้าคู่กัน นอกจากจะนำสิ่งที่เหมือนกันมาจับคู่แล้ว ยังรวมไปถึงการจับคู่ความสัมพันธ์หรือตัวเลขอีกด้วย กิจกรรมการจับคู่จะช่วยให้เด็กๆ เข้าใจความหมายของ "มูลค่าที่เท่ากัน" ช่วยพัฒนาความรู้ด้านคณิตศาสตร์ ดังนั้นการจับคู่จึงเป็นพื้นฐานการพัฒนาการเรียนรู้ในอนาคตที่จะมองข้ามไม่ได้ ลงมือทำแบบฝึกหัดจับคู่ ใน "จับคู่ลับสมอง" เล่มนี้ เพื่อเป็นพื้นฐานการพัฒนาการเรียนรู้ในอนาคต
 
5. ลากเส้นลีลามือ พื้นฐาน
แบบฝึกเตรียมความพร้อม ลากเส้นลายมือและระบายสี สำหรับฝึกบังคับกล้ามเนื้อมือ และทักษะการขีดเขียนลากเส้นตามเส้นประ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใช้ฝึกเตรียมความพร้อมเพื่อเสริมทักษะการเขียนสำหรับเด็กวัย 2 ปีขึ้นไป