ผู้เขียน หัวข้อ: รีวิวสายสัญญาณเสียง ราคา 6 วิธีตรวจสอบคุณภาพสาย audio cable คลิกเลย  (อ่าน 4 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

07-07-2018 , 03:24:46
  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 401
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด

6 แนวทางตรวจสอบคุณภาพสายสัญญาณเสียง
สายสัญญาณเสียง คืออุปกรณ์สำหรับเพื่อนำมาใช้ในการเชื่อมต่อเครื่องเสียงกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆโดยสายนี้จะเป็นตัวนำเสียงจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ให้มาแสดงออกในเครื่องเสียง ช่วยให้สามารถเล่นไฟล์เสียงด้วยเสียงที่ดังขึ้นได้
ตอนนี้ เราสามารถหาซื้อสายสัญญาณเสียงได้ทั่วไปตามร้านขายเครื่องใช้กระแสไฟฟ้าแล้วก็เครื่องไม้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆมีสินค้าหลายรุ่น หลายยี่ห้อให้พวกเราได้เลือกซื้อกัน ซึ่งแน่ๆว่าเมื่อสายสัญญาณเสียงบนตลาดมีอยู่หลายรุ่น หลายแบรนด์ ทำให้ท่านภาพของสินค้ามีความไม่เหมือนกันด้วย หากว่าเราได้สายสัญญาณเสียงที่มีคุณภาพดีมาใช้ก็ดีไป แต่ว่าถ้าเราเผลอไปซื้อสาย audio cable ที่ไม่ได้ประสิทธิภาพมาใช้งานเข้า ก็จะต้องเจอกับปัญหาระหว่างใช้งานหลายประการ อีกทั้งเสียงไม่ออก ประสิทธิภาพเสียงไม่ดี มีอายุการใช้แรงงานสั้น ใช้ไปได้ไม่เท่าไรก็เสียแล้ว อีกทั้งสายสัญญาณเสียงนั้นเป็นสินค้าที่ไม่บางทีอาจประเมินคุณภาพด้วยราคาได้ เพราะว่าไม่ว่าจะเป็นสินค้าราคาไม่แพงหรือผลิตภัณฑ์ราคาแพง ต่างก็มีอีกทั้งคุณภาพดี คุณภาพแย่ แล้วก็ปัญหาในตนเองผสมกันไป ด้วยเหตุนี้ พวกเราก็เลยจำเป็นที่จะต้องมีวิธีการเบื้องต้นสำหรับตรวจสอบประสิทธิภาพสายสัญญาณเสียง เพื่อสามารถซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพมาใช้งานได้ต่อไป
.

.
การวิเคราะห์คุณภาพ สายสัญญาณเสียง เราสามารถทำได้ 6 วิธีดังต่อไปนี้
1. สำรวจความแข็ง-ความอ่อนของสาย ข้อนี้เป็นอย่างแรกที่เราสามารถพิจารณาด้วยตนเองได้ รวมทั้งควรจะเช็คเป็นสิ่งแรก เนื่องจากสายสัญญาณเสียงในปัจจุบันมีการผลิตสายออกมาให้มีความแข็งและความอ่อนแตกต่างกัน โดยธรรมดา สายสัญญาณเสียงที่ราคาแพงถูกมักจะมีสายค่อนข้างแข็ง ในขณะสายสัญญาณเสียงราคาแพงๆมักจะมีสายอ่อน ข้อเสนอคือ ไม่ควรซื้อสายสัญญาณเสียงที่แข็งเกินความจำเป็น เพราะว่าจะไม่สามารถพับสายได้ ถ้าพับ ม้วนเก็บสายย่อมสร้างปัญหา ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรซื้อสายสัญญาณเสียงที่อ่อนเหลือเกิน เพราะว่ายิ่งอ่อนนิ่มมาก สายก็จะยิ่งเปราะบาง เมื่อนำไปใช้งานเป็นประจำย่อมมีการเสี่ยงสูงที่สายจะขาด หรือหักพับได้ง่ายๆสายสัญญาณเสียง ราคาที่ดีที่สุด ควรจะเป็นสายที่อ่อนเพียงพอจะสามารถพับได้อย่างไม่มีการเสียหาย แม้กระนั้นในเวลาเดียวกันก็มีความแข็งแรงพอที่จะใช้งานได้อย่างไม่มีการฉีกจนขาด ถ้าหากพวกเราพบว่าสายสัญญาณเสียงใดมีลักษณะเช่นนี้ สามารถซื้อมาไว้ใช้งานได้เลย
2. ตรวจสอบสิ่งของที่ใช้เพื่อทำหัวสายว่าเป็นอย่างไร สายสัญญาณเสียงที่ผลิตออกมาในปัจจุบันนั้น มีการใช้โลหะอยู่ 2 จำพวกใหญ่ๆสำหรับในการทำหัวสาย ดังเช่น ทองเหลือง แล้วก็อลูมินัม ขอชี้แนะว่าควรที่จะเลือกใช้สายสัญญาณเสียงที่มีหัวสายเป็นทองสัมฤทธิ์จะดียิ่งกว่า เนื่องจากเป็นโลหะที่นำสัญญาณได้ดียิ่งไปกว่าอลูมินัม ไม่ค่อยเจอปัญหาเสียงขาดเสียงหาย แม้จะทิ่มสายไม่แน่นก็ตาม ในขณะอลูมินัม เป็นโลหะที่นำสัญญาณได้ไม่ดีนัก แม้แทงไม่แน่นจะไม่อาจจะนำสัญญาณเสียงได้ นอกจากนั้น ทองเหลืองยังเป็นโลหะที่มีความทนทานสูง มีอายุการใช้แรงงานนาน ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการหัก หรือการโค้งงอผิดแบบ ขณะที่สายสัญญาณเสียงที่มีหัวสายเป็นอลูมิเนียมนั้นจำเป็นต้องใช้งานอย่างรอบคอบ หากไม่ฟูมฟัก หัวสายจะหักหรือโค้งงอได้ง่ายในเวลาอันเร็ว
3. สำรวจการยึดระหว่างหัวสายกับสายไฟว่าคืออะไร มีการเชื่อมต่ออย่างสนิทดีหรือเปล่า โดยทั่วไปสายสัญญาณเสียงที่มีคุณภาพดีจะยึดจุดเชื่อมต่อระหว่างสายไฟกับหงุดหงิดบได้อย่างสนิท ในเวลาที่สายสัญญาณเสียงคุณภาพไม่ดีมักยึดท่อนหัวสายกับสายไฟได้ไม่แน่น บางรุ่นทำเพียงแค่เอาสายใส่เข้าไปในหัวแบบไม่ได้ยึด สิ่งที่จะตามมาเมื่อใช้งานไปได้สักระยะ ก็คือ สายไฟหลุดออกมาจากหงุดหงิดบ แล้วก็ถ้าเกิดสายสัญญาณเสียงใดมีปัญหานี้ขึ้นมาย่อมไม่อาจจะซ่อมแซมได้ จำต้องทิ้งสิ่งเดียว เพราะฉะนั้นในการเลือกซื้อสายสัญญาณเสียง เราก็เลยจำต้องวิเคราะห์จุดเชื่อมต่อระหว่างหัวเสียบกับสายไฟด้วย
4. วิเคราะห์ความยาวของโลหะหัวเสียบว่ามีความสั้นยาวแค่ไหน โดย สายสัญญาณเสียงที่ดี ต้องมีความยาวระหว่างโลหะหัวเสียบอยู่ที่ 2-5 เซนติเมตร เนื่องจากเป็นความยาวที่สมควรสำหรับเพื่อการเสียบเข้ากับวัสดุอุปกรณ์ต่างๆได้โดยไม่มีการโยกหรือหลวม ทั้งยังยังแทงได้สนิท ไม่มีโลหะหัวเสียบโผล่พ้นขึ้นมา หากเป็นสายสัญญาณเสียงที่มีความยาวของโลหะหงุดหงิดบสั้นเกินความจำเป็น จะไม่สามารถที่จะเสียบกับอุปกรณ์ได้ กำเนิดปัญหาเสียงไม่ออก หรือเสียงมาเป็นตอนๆจะต้องรอประคองไว้ ส่วนหากโลหะที่หัวแทงมีความยาวมากเกินความจำเป็น เมื่อเสียบกับเครื่องไม้เครื่องมือจะทำให้มีโลหะบางส่วนโผล่ขึ้นมา ถ้าเผลอไปชนเข้าอาจจะทำให้สายมีการหักได้
5. พิจารณาความยาวของสายไฟว่ามีมากน้อยเท่าใด ข้อนี้หากแม้จะไม่ได้มีผลต่อประสิทธิภาพการใช้แรงงานโดยตรง แม้กระนั้นก็สำคัญ เพราะว่าการซื้อสายสัญญาณเสียงที่มีความยาวเพียงพอต่อการใช้แรงงาน จะช่วยให้สามารถต่อวัสดุอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างสะดวก ไม่กำเนิดปัญหาสายตึงรั้งเหลือเกินจนถึงเสี่ยงต่อการหัก หรือหย่อนเกินไปจนเกิดความรู้สึกเกะกะ ซึ่งความยาวที่สมควรของสายไฟขึ้นอยู่กับการใช้งานของเราว่าเป็นอย่างไร ถ้าเป็นสายสัญญาณเสียงสำหรับเสียบเครื่องใช้ไม้สอยเครื่องเสียงในรถ หรือลำโพงทั่วๆไป ต้องมีความยาวอยู่ที่ 30-60 เซนติเมตร ส่วนหากเป็นสานสำหรับต่อลำโพงขนาดใหญ่ จำเป็นต้องลากสายยาวๆก็ควรจะมีความยาวตั้งแต่ 1 เมตรขึ้นไป
6. สำรวจยี่ห้อของสาย ส่วนยี่ห้อนี้ก็นับว่ามีความหมายไม่แพ้กันสำหรับเพื่อการเลือกซื้อสายสัญญาณเสียง โดยควรที่จะทำการเลือกซื้อสายสัญญาณเสียงที่ทำขึ้นโดยยี่ห้ออันเป็นที่รู้จัก หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์จากยี่ห้อแปลกๆหรือสินค้าโนเนม เพราะว่ามักจะเป็นสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพ ได้โอกาสพังเสียหายได้ง่าย
วิธีการสำหรับเลือกซื้อ สายสัญญาณเสียง ให้ได้ประสิทธิภาพนับว่าเป็นเรื่องที่พวกเราต้องให้ความใส่ใจ เพื่อการเชื่อมต่อเครื่องใช้ไม้สอยอิเล็กทรอนิกส์กับเครื่องเสียงสามารถำได้อย่างมีคุณภาพ ได้การเล่นเสียงที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง
เครดิตบทความ
บทความสาย audio cable : https://www.dotlife.store/cable/audio-cable.html, dotlife
รีวิวสายสัญญาณเสียงจาก Pantip: www.pantip.com

Tags : สายสัญญาณเสียง,สายสัญญาณเสียง ราคา